2007/Sep/07

ไม่ผิด...ที่อ่านบนหัวนั่นไม่ผิดหรอก เออ! ข้าพเจ้า...อายุอานามเกือบจะ 21 มีคนมาขอแต่งงานแล้วว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ขอย้ำ...นี่ไม่ใช่เสียงกรีดร้องด้วยความยินดีที่มีคนกล้าเอาไม้มาเขี่ยลงจากคาน แต่กำลังทำหน้าเอ๋อ ปากห้อย สติไม่สมประดีประหนึ่งว่า...เฮ้ย! ถ้าแกไม่เมา ก็ชั้นหูหนวกล่ะวะ!

จริงๆ...การแต่งงานตอนเรียนจบมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เลวร้ายนักหรอก เพียงแต่...เพียงแต่...อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก บอกไปใครจะไปเข้าใจวะ!? โอเค๊!!! เราเหมาะสมกัน...ทั้งทางทรัพย์ และสติปัญญา ไม่มีอะไรแตกต่างกัน เข้ากันได้ดี เชื่อเหอะนะ...อีกฝ่ายเป็นผู้ชายที่ดีที่สุด สุภาพบุรุษที่สุด และฉลาดที่สุดเท่าที่เจอมาเลยพับผ่า!

ไอ้ที่แย่ก็คือ - เขายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรามากมายเลยต่างหากล่ะ! ไม่อย่างนั้นเชื่อขนมกินได้เลยว่าคนอย่างเขาไม่มีทางจะมาขอข้าพเจ้า...แต่งงานด้วยวัยละอ่อนเพียงแค่นี้หรอก หาเรื่องฆ่าตัวตายชัดๆ!!!

.

.

.

.

เป็นครั้งแรกที่ตอบปฏิเสธผู้ชายที่เข้ามาในชีวิต 555555+ รู้สึกแย่นิดหน่อยถึงปานกลาง ไม่ได้มากอะไรเพราะรู้ว่าผ่านไปเราก็จะกลายมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม อาจจะไม่สนิทใจกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรแล้วปล่อยให้มันคลุมเครือไปอย่างนั้น ที่ผ่านมา - โอเคอาจจะปฏิเสธใครไม่ถนัดถนี่ แต่นั่นก็คือการเลือกแฟน ครั้งนี้...ถ้าเลือกแล้ว หมายความว่ามันจะติดตัวเราไปตลอดชีวิต เรื่องอะไรล่ะ!?

เออ! เป็นคนเห็นแก่ตัวนี่แหละ แต่...ช่วยไม่ได้นี่นา! คิดดูนะว่าถ้าหากจบไปแล้วต้องแต่งงานทันที ความอิสระที่เคยมีมาทั้งหมดจะสูญหายไปภายในวันแต่งงานนั่นแหละ! คิดเหรอว่าสาวไฟแรงที่เพิ่งเรียนจบมาจะรับได้ ไม่งั้นปริญญาใบโตๆที่ได้รับมาก็สูญเปล่าน่ะสิ! ฝันไปเถอะ!

กับอีกอย่าง - ถ้าหากว่า 'เขา' ได้รู้ว่าเป็นคนยังไง ชอบอะไร มีวิถีชีวิตไลฟ์สไตล์เป็นยังไง เชื่อเหอะว่าเขาแทบเก็บของกลับบ้านเก่าไม่ทันแน่ะ

.

.

.

.

ทำงานได้เงินเดือนดี...พอแล้ว...ไม่จำเป็นต้องมีชีวิตผูกติดกับการแต่งงานก็ได้นี่นา (ถึงใครจะบอกก็เหอะว่าพอขึ้นเลข 3 แล้วจะมาเสียดายเวลา) แต่ถ้าหากว่าเรายังสบายดี ไม่ได้เดือดร้อนอะไร การอยู่คนเดียวมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายเลย สบายเสียอีก...(ไม่ชอบเด็กงอแงน่ะ)

จบ...เฟล...ไปได้ไม่สวยกับการขอแต่งงานครั้งแรกในชีวิต แต่ก็...เอาน่ะ! ดีกว่าไม่มีคนมาขอ เหอเหอ ถึงจะขอเพราะรู้สึกว่า 'เรา' เหมาะสมกันก็เถอะ

ขอโทษนะคะ - ฉันรู้สึกว่าฉันกับคุณไม่เหมาะสมกันเลย แม้คุณจะคิดอย่างนั้นก็ตามที แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณยังไม่รู้อะไรอีกมากเกี่ยวกับตัวฉัน และฉันก็มั่นใจว่าหากคุณรู้แล้ว...ความคิดเก่าๆนั้นจะหายไปทันที ฉันอยากจะให้คุณเก็บแต่สิ่งที่ดีๆในตัวฉันมากกว่า และขอให้คุณได้เจอกับคนดีๆที่เหมาะสมกับคุณจริงๆนะคะ

2007/Jul/20

ค้างไว้ตั้งแต่ชาติที่แล้ว ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้อัพเสียที และวันนี้ก็ไม่ได้คิดจะมาอัพ หึหึ ไม่ใช่อะไร ไม่มีอะไรจะอัพต่างหาก จริงๆอยากเอาความรู้ดีๆมาฝาก แต่เก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน เด็กรัฐศาสตร์ถ้าจะพูดอะไรคงเป็นแนวทาง ทฤษฎี และนโยบายต่างประเทศไปซะหมด ใครไม่ได้เรียนอาจจะงง (จริงๆเรียนๆกันมานี่ก็ยังงงอยู่)

อันจะกล่าวในเอ็นทรี่นี้คือ ความพอดี...

อยากจะบอกว่ามันเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากสำหรับคนในปัจจุบัน ไม่อยากจะบอกว่าไปเจอจลาจลมาได้รู้ซึ้งถึงคำว่า กลัวตาย

ความชอบ ความรัก เป็นสิ่งที่ดี คงไม่มีใครปฏิเสธว่าความรักเป็นเรื่องเลวร้าย (ยกเว้นคนไม่สมหวังแล้วมองว่าความรักตายด้านไปเลย) แต่ความรักมันจะดีก็คือพอดี พอดีกับสิ่งที่เรารัก แล้วมันจะทำให้เราเป็นสุขยิ่งกว่ารักเกินพอดี

รัก...แบบไม่ต้องการเป็นเจ้าของ เคยไหม?

ถ้ายัง...ลองเสีย แล้วจะรู้ว่ามีความสุข

การรักแล้วต้องครอบครองมันก็ดี แต่มันก็ดีเฉพาะบางเวลา บางเวลาที่ทะเลาะกันคงรู้สึกไม่ดีแน่ๆ กับอีกประการก็คือ...รักแล้วเหนื่อย

การรักแล้วเหนื่อย ต้องอดทน ต้องเปลี่ยนตัวเอง ไม่ใช่ความรักหรอกนะ...

.

.

.

.

ไม่มีอะไรอยากจะพูด จะยกตัวอย่างเรื่องตัวเองให้ฟัง...

ชอบผู้ชายคนหนึ่ง คนๆนั้นไม่มีอะไรตรงใจ นิสัยไม่เหมือน ความคิดคนละด้าน เป็นผู้ชายที่แย่ที่สุดในสายตาด้วยซ้ำ

แต่ก็รัก...

กับผู้ชายอีกคนหนึ่ง มีพร้อมทุกอย่างที่ต้องการ นิสัยตรงใจ ความรู้ความสามารถ และทัศนคติในการดำเนินชีวิต แทบจะเรียกได้ว่าเพอร์เฟ็คท์แมน

แต่ไม่ได้รัก...

อันที่จริง - มีคนเคยถามว่าทำไมไม่รักคนที่สอง ในเมื่อตรงสเปคและมีอะไรหลายๆอย่างพ้องต้องกัน แต่ก็ให้คำตอบสั้นๆไปว่า

"รักคนที่สองด้วยเหตุผลทั้งหมดที่มี แต่รักคนแรก...ด้วยความไม่มีเหตุผลทั้งหมด"

รักคนที่สองด้วยความรู้สึกที่ตรงใจ อยากให้มายืนอยู่เคียงข้าง นี่คือความรักแบบอยากครอบครอง ส่วนรักคนแรกนั้นคือรักเพราะรัก ไม่มีเหตุผลใดๆมารองรับ ไม่ว่าเขาจะยืนอยู่ตรงไหน เป็นคนอย่างไร ไม่สำคัญเลย...บอกแล้ว...ไม่มีเหตุผลในการรัก

และไม่ว่าเขาจะสุขหรือทุกข์ เราก็จะร่วมในความสุขหรือความทุกข์นั้นด้วย โดยไม่หวังว่า 'เขา' จะมองเห็น หรือเขาจะสนใจ แค่รู้ว่าเขามีความสุข เราก็สุขอยู่ห่างๆได้

เป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่ทำให้หัวเราะและร้องไห้ได้ในเวลาเดียวกัน

และเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่ทำให้รู้สึกว่า...ไม่ว่าทางที่เราจะก้าวเดินต่อไปในอนาคตจะเป็นอย่างไร จบลงที่ตรงไหน หรือไม่ว่าทั้งเราทั้งเขาจะมีชีวิตอย่างไร ก็จะไม่ขอลืม ความรัก ที่เคยอยู่ในใจที่มีให้เขาแบบเต็มที่เลย...

.

.

.

.

จบ...น้ำเน่าได้อีก แต่เป็นเรื่องจริง ลองดู - แล้วจะรู้ว่า รักมีความสุข ถ้ารักแล้วไม่มีความสุข จงอย่ารักเลยดีกว่า

2006/Feb/05

เรื่องนี้เกี่ยวกับโรคประสาท

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ และอย่าคิดว่าคนเขียนก็บ้า

ตอนนี้ที่รู้ๆมีอยู่ 2 โรค

1 คือ BiPolar แปลภาษาไทยตรงตัวเลยก็คือ "สองขั้ว" คนเป็นโรคนี้เวลาดีก็จะร่าเริงผิดปกติ ซื้อของแบบหยุดไม่ได้ (ไม่นับกับคนที่ซื้อแบบหยุดไม่ได้เป็นปกติ) นี่เฉพาะ ผิดปกติ เท่านั้น เลี้ยงเพื่อนๆ แต่เวลาเศร้าก็จะซึมเศร้า อยากอยู่คนเดียวไม่อยากพบหน้าใคร หรือกระทั่งทำร้ายตัวเองเวลาอยู่คนเดียวหรือแม้แต่อยู่กับเพื่อนก็ตาม เวลาโมโหก็จะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ชอบขว้างปาข้าวของและทำลายข้าวของ รวมถึงไม่ชอบนอน หาอะไรทำตลอดเวลาประมาณตีหนึ่งตีสองตีสามอะไรทำนองนี้

ใครที่เริ่มมีอาการตามที่บอก ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์ เพราะจะต้องใช้ยารักษาควบคู่ไปด้วย

แล้วอย่าคิดว่าถ้าไป คนเขาจะคิดว่าเป็นบ้า แค่เครียดก็ควรไปพบจิตแพทย์ได้แล้ว เพราะถ้าปล่อยไว้นานจะกลายเป็นความเก็บกด อาจจะเลี่ยงไปแก้ปัญหาด้วยการทำกิจกรรม ร้องเพลง อะไรก็ได้

รูปข้างบนยังไม่เลิกกะคนเดิม (คนตรงกลางนะ)

ต่อ...

กับอีกโรคก็คือ Obssessive หรือโรคจิตย้ำ อาการของโรคส่วนใหญ่จะเป็นการคิดย้ำเกี่ยวกับเรื่องที่น่าไม่จะเกิด เช่น ฝันหรือคิดว่ามีเซ็กส์กับคนที่ไม่ควรนึกถึง (เช่นคนสำคัญของศาสนาหรืออะไรทำนองเนี้ย) หลังจากนั้นก็จะอยู่เฉยๆไม่ได้ เพราะเรื่องเหล่านั้นจะผุดขึ้นมาทันที ทำให้หม่นหมอง ซึมเศร้า แล้วก็จะเข้าสู่โรคสองขั้วที่กล่าวมานั่นแหละ

โรคนี้ไม่ต้องใช้ยา แต่อยู่ที่กำลังใจของผู้รักษาว่าจะคิดถึงเรื่องนั้นอีกหรือไม่เท่านั้นเอง

ถ้าเป็นแบบนี้ต้องรีบไปพบจิตแพทย์ บางทีการระบายอะไรให้ใครฟังก็อาจจะเป็นการช่วยไม่ให้ถลำลึกไปกับความคิดเหล่านี้ก็ได้ อันนี้สอบถามจากนักศึกษาปริญญาโท คณะแพทยศาสตร์ วิชาจิตเวช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะ

อย่าคิดว่าคุณคนเดียวที่บ้า ยังมีคนอีกหลายล้านคนในประเทศและอีกหลายสิบล้านคนบนโลกใบนี้ที่มีอาการย่ำแย่กว่าคุณ การแก้ปัญหาแต่เนิ่นๆอาจจะช่วยให้ไม่บ้าจริงๆก็ได้ ผู้เขียนเองก็เคยเป็น ประเภทชอบทำลายข้าวของเวลาโมโหน่ะ ใครๆก็เคยเป็น ลองสำรวจตัวเองดูบ้าง...


edit @ 2006/02/05 21:15:51